Home TH | EN

กะเหรี่ยงคอยาว


            กระเหรี่ยงคอยาวเป็นชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงเผ่าหนึ่ง เรียกตัวเองว่าปะด่อง เดิมมีที่อยู่ในบริเวณดอนกลางของมณฑนยูนาน ประเทศจีน ต่อมาได้มีการอพยพย้ายถิ่นฐานมาตั้งอยู่บริเวณแถบลุ่มแม่น้ำสาละวินในประเทศพม่า ในราว ค.ศ. 1000 จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เมื่อปี ค.ศ. 1955 หรือในปี พ.ศ. 2498 มีประชากรชาวปะด่องในประเทศพม่าประมาณ 25,000 คน ประกอบอาชีพด้านการเกษตรและล่าสัตว์เพื่อการยังชีพแบบดังเดิมจนถึงปัจจุบัน ภายหลังจากที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศพม่าจนกระทั่งเกิดปัญหาชนกลุ่มน้อยและมีการดำเนินการทางทหารจากรัฐบาลกลางประเทศพม่า เป็นผลให้ชาวปะด่องที่เหลืออยู่แตกกระจายอพยพหลบหนีไปในที่ปลอดภัยต่าง ๆ จนขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าชุมชนส่วนใหญ่รวมตัวอยู่ที่ใด คงทราบเพียงแต่มีชาวปะด่องแยกเป็นหลายกลุ่มเข้าไปอาศัยรวมอยู่กับชนกลุ่มน้อยขงพม่า ที่มีกำลังทหารและสามารถดูแลความปลอดภัยให้ได้

            ที่มาของกะเหรี่ยงคอยาวในประเทศไทย
กะเหรี่ยงคอยาวเริ่มเข้าสู่ประเทศไทยด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอนเมื่อปลายปี 2527 ในห้วงที่กองกำลังทหารพม่าเข้าทำการกวาดล้างชนกลุ่มน้อยเผ่าคะยา บริเวณพรหมแดนไทย – พม่า ตรงข้ามพื้นที่ตำบลผาปองและปางหมู อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน การสู้รบทำให้เกิดกลุ่มผู้อพยพชาวพม่าเข้ามาสู่ประเทศไทยที่มีบ้านใหม่ในสอยจำนวนหนึ่งซึ่งมีชาวปะด่องเข้ามาด้วย ซึ่งทางประเทศไทยได้ให้การช่วยเหลือควบคุมดูแลให้อยู่ในฐานะผุ้อพยพตามหลักมนุษยธรรมจนกระทั่งปี พ.ศ. 2528 สมัยนายคงศักดิ์ ลิ่วมโนมนด์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด และมีนโยบายจะเปิดเมืองแม่ฮ่องสอนสู่การท่องเที่ยว และเห็นว่ากะเหรี่ยงคอยาวน่าจะเป็นจุดขายทางการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนอีกจุดหนึ่ง จึงได้มีการเจรจากับผู้นำชนกลุ่มน้อยเผ่าคะยาเพื่อเปิดหมู่บ้านวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงคอยาว โดยแยกกลุ่มกะเหรี่ยงคอยาวมาตั้งศูนย์ท่องเที่ยวหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวที่บริเวณหมู่บ้านทุ่งหมากแกง ตำบลผาบ่อง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำ ปายจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะอาดแก่นักท่องเที่ยวและเพิ่มจุดขายทางการท่องเที่ยวสายบ้านน้ำเพียงดิน เริ่มต้นมีกลุ่มกะเหรี่ยงคอยาวเพียง 8 คน ต่อมามีการอพยพมาเพิ่มเติมจำนวนมากขึ้นจนมีการขยายการจัดตั้งหมู่บ้านวัฒนธรรมกะเหรี่ยงคอยาวขึ้นที่บ้านใหม่ในสอยอีกจุดหนึ่ง ปัจจุบันมีกะเหรี่ยงคอยาวเฉพาะกลุ่ม ที่ใส่ห่วงคอยาวทั้งสองแห่งรวมประมาณ 40 คน

            สาเหตุแห่งการใส่ห่วงคอ จากคำบอกเล่าของผู้นำกลุ่มกะเหรี่ยงคอยาวว่าในอดีตชาวปะดองไม่มีการใส่ห่วงคอแต่อย่างใด จนกระทั่งสมัยหนึ่งเมื่อครั้งชาวปะดองมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดได้เกิดมีฝูงเสือเข้ามาในชุมชนและได้เข้ากัดชาวบ้านล้มตายไปหลายคน คนที่ตายส่วนใหญ่จะถูกกัดที่คอและหลายคนถูกเสือกิน สร้างความวิตกและหวาดหวั่นให้กับชาวบ้านทั่วไป ผู้นำหมู่บ้านซึ่งเป็นหมอผีในสมัยนั้นจึงได้ทำพิธีเซ่นไหว้ผีบ้าและกำหนดให้เด็กหญิงและหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน โดยเฉพาะที่เกิดในวันเพ็ญทำพิธีเซ่นใส่ห่วงเป็นการแก้เคล็ดป้องกันเหตุร้ายที่เกิดขึ้น โดยใช้ทองคำมาทำเป็นห่วงพันรอบคออย่างที่เห็นในปัจจุบัน ต่อมาภายหลังทองคำหายากและมีราคาสูง จึงหันมาใช้ทองเหลืองแทนและสืบทอดการใส่ห่วงคอมาจนถึงทุกวันนี้

            กรรมวิธีใส่ห่วง แต่เดิมชาวปะดองจะเริ่มใส่ห่วงคอให้กับเด็กหญิงอายุ 5 ขวบขึ้นไป โดยเริ่มจากหมอผีจะใช้กระดุกไก่เป็นเครื่องบอกกฤษ์งามยามดี ส่วนผู้ปกครองเด็กก็จะเตรียมห่วงทองคำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. ขดวงประมาณ 6 วง พอได้ฤกษ์ก็จะนำห่วงสวมเข้าทางหัวแล้วใช้เครื่องมือขดรัดห่วงให้กระชับ ห่วงชุดแรกที่ใส่จะมีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อมาทุก ๆ 3 ปี ก็จะเปลี่ยนห่วงชุดใหม่ที่มีน้ำหนักและความยาวเพิ่มขึ้นครั้งละ 3 ห่วงเรื่อยไป จนกว่าเด็กหญิงจะเป็นสาวอายุ 25 ปี หรือแต่งงาน ก็จะหยุดใส่ห่วงเพิ่ม และครั้งสุดท้ายใส่ห่วงคออยู่เท่าไหร่ก็จะใส่อยู่เช่นนั้นจนกว่าจะเสียชีวิต ไม่มีการถอดออกอีก

            ในอดีตเมื่อมีการใส่ห่วงคอกับเด็กหญิง จะมีการให้รางวัลด้วยกำไลและห่วงข้อเท้า ข้อมือและอื่น ๆ จนกลายมาเป็นการใส่ห่วงตามแขน ขา เพื่อความสวยงามอย่างที่เห็นในปัจจุบัน สถิติความยาวของห่วงคอสูงสุดของชาวปะด่อง 25 ห่วง มีน้ำหนักประมาณ 6 กิโลกรัม ลักษณะห่วงคอจะเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นห่วงวงกว้างรองรับน้ำหนักของห่วงทั้งหมดที่บ่าทั้งสองข้าง ห่วงชุดที่ 2 จะเป็นห่วงวนรอบคอ ห่วงทั้งสองชุดจะมีสลักล๊อคเพื่อยึดติดกันและปลดออกจากกันได้ในกรณีทำความสะอาด

            ชาวปะด่องคอยาวจริงหรือไม่ หากจะพูดตามวิชาการแล้วชาวปะด่องไม่ใช่มนุษย์ที่มีคอยาวผิดปกติจากคนทั่วไป หากแต่กรรมวิธีการใส่ห่วงคอที่มีน้ำหนักมากกดทับช่วงบ่าและบังคับคอด้วยห่วงทำให้หมอนรองกระดูกคอยืดออกจากปกติ จึงทำให้ดูเหมือนคอยาวกว่าคนธรรมดา จากการเอ็กซเรย์ของแพทย์พบว่าคอของกะเหรี่ยงคอยาวที่ใส่ห่วงจะมีช่วงห่วงของหมอนรองกระดูกคอมากกว่าคนปกติ และกล้ามเนื้อคอมีการยึดตัวและไม่แข็งแรงเท่ากับคนปกติซึ่งหากถอดห่วงคอออกจะเป็นอันตรายมาก จึงน่าจะเป็นเหตุให้ชาวปะด่องที่ใส่ห่วงคอไม่สามารถถอดห่วงคอออกได้จนกว่าจะเสียชีวิต

Copyright © 2010 All rights Reserved.